วินัยบัญญัติ
อนุศาสน์ ๘ อย่าง
นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔
ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกนิสสัย มี ๔ อย่าง คือ
เที่ยวบิณฑบาต ๑
นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๑
อยู่โคนไม้ ๑
ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ กิจที่ไม่ควรทำ เรียกอกรณียกิจ
มี ๔ อย่างคือ
เสพเมถุน ๑
ลักของเขา ๑
ฆ่าสัตว์ ๑
พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ๑
กิจ ๔ อย่างนี้บรรพชิตทำไม่ได้ สิกขาของภิกษุมี ๓ อย่าง
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยชื่อว่า ศีล
ความรักษาใจมั่นชื่อว่า สมาธิ
ความรอบรู้ในกองสังขารชื่อว่า ปัญญา อาบัติ
โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม
เรียกว่าอาบัติ อาบัตินั้นว่าโดยชื่อมี ๗ อย่างคือ
ปาราชิก๑
สังฆาทิเสส๑
ถุลลัจจัย๑
ปาจิตตีย์๑
ปาฏิเทสนียะ๑
ทุกกฎ๑
ทุพภาสิต๑
ปาราชิกนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้ว ขาดจากภิกษุ
สังฆาทิเสสนั้น ต้องเข้าแล้ว ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้
อาบัติอีก๕อย่าง นั้นภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องแสดงต่อ
หน้าสงฆ์หรือคณะหรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงพ้นได้ อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ
เหล่านี้ ๖ อย่างคือ
ต้องด้วยไม่ละอาย๑
ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ๑
ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลงไป๑
ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร๑
ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร๑
ต้องด้วยลืมสติ๑
ข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ซึ่งยกขึ้นเป็นสิกขาบท
ที่มาในพระปาติโมกข์ ๑
ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ ๑ สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้น คือ
ปาราชิก ๔
สังฆาทิเสส ๑๓
อนิยต ๒
นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐
ปาจิตตีย์ ๙๒
ปาฏิเทสนียะ ๔
เสขิยะ ๗๕
รวมเป็น ๒๒๐ นับทั้งอธิกรณสมถะด้วยเป็น ๒๒๗ ปาราชิก ๔
๑.ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก
๒.ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ได้ราคา ๕
มาสก ต้องปาราชิก
๓.ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก
๔.ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม (คือธรรมอันยิ่ง
ของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก สังฆาทิเสส ๑๓
๑.ภิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส
๒.ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส
๓. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส
๔. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดล่อให้หญิงบำเรอตนด้วยกาม
ต้องสังฆาทิเสส
๕.ภิกษุชักสื่อให้หญิงชายเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส
๖.ภิกษุสร้างกุฎีที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน
ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ จำเพาะเป็นที่อยู่ของตน
ต้องทำให้ได้ประมาณ โดยยาวเพียง ๑๒ คืบพระสุคต
โดยกว้างเพียง ๗ คืบพระสุคต วัดในร่วมใน และต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน
ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทำให้เกินประมาณก็ดี ต้องสังฆาทิเสส
๗.ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น มีทายกเป็นเจ้าของ ทำให้เกินประมาณนั้นได้
แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ต้องสังฆาทิเสส
๘.ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ต้องสังฆาทิเสส
๙. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งหาเลสโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส
๑๐.ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อประพฤตินั้น
ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๑.ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อประพฤตินั้น
ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๒.ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อ
จะให้ละข้อประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๓.ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์
สงฆ์ไล่เสียจากวัด กลับว่าติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง
สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
อนิยต ๒
๑. ภิกษุนั่งในลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้
มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่างคือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส
หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น
หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น
๒. ภิกษุนั่งในลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มา
พูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่างคือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์
อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น
หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น กาลิก ๔
ของที่จะพึงกลืนให้ล่วงลำคอลงไป ท่านเรียกว่า กาลิก
เพราะเป็นของมีกำหนดให้ใช้ชั่วคราว จำแนกเป็น๔อย่าง.
ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน เรียก ยาวกาลิก
๑.
ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เรียก ยามกาลิก ๑.
ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือ ๗ วัน เรียก สัตตาหกาลิก ๑.
ของที่ให้บริโภคได้เสมอไป ไม่มีจำกัดกาล เรียก ยาวชีวิก ๑. |
|
ยาวกาลิก
ของที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร จัดเป็นยาวกาลิก ตัวอย่างคือโภชนะทั้ง ๕ คือ
ข้าวสุก ที่หุงจากธัญญชาติทั้งหลาย ๑
ขนมกุมมาส เป็นของทำด้วยแป้งหรือด้วยถั่วงา
มีอันจะบูดเมื่อล่วงคืนแล้ว ๑
สัตตุ คือขนมแห้ง เป็นของไม่บูด ๑
ปลา ๑
เนื้อ ๑
นมสด นมส้ม ก็จัดเข้าในโภชนะในที่อื่นจากโภชนะ ๕
ขาทนียะ ของขบเคี้ยว คือ ผลไม้และเง่า มีมัน เป็นต้น
จัดเข้าในยาวกาลิกนี้ ยามกาลิก
ปานะ คือน้ำสำหรับดื่ม ที่คั้นออกจากน้ำลูกไม้
เรียกว่า ยามกาลิก แสดงไว้ในบาลี ๘ ชนิด คือ
อัมพะปานัง น้ำมะม่วง ๑
ชมพุปานัง น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๑
โจจะปานัง น้ำกล้วยมีเมล็ด ๑
โมจะปานัง น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด ๑
มธุกะปานัง น้ำมะซาง ๑
มุททิกะปานัง น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น ๑
สาลุกะปานัง น้ำเง่าอุบล ๑
ผารุสะกะปานัง น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑
สัตตาหะกาลิก
เภสัช ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จัดเป็นสัตตาหะกาลิก
ยาวชีวิก
ของที่ให้ประกอบเป็นยา นอกจากกาลิก ๓ อย่างนั้น จัดเป็นยาวชีวิก มีประเภทดังนี้
๑. รากไม้ เรียกว่า มูลเภสัช เช่น ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด
ข่า แฝก แห้วหมู
๒. น้ำฝาด เรียกว่า กสาวเภสัช เช่น น้ำฝาดสะเดา น้ำฝาดมูกมัน น้ำฝาดกระดอมหรือมูลกา
น้ำฝาดบอระเพ็ดหรือพญามือเหล็ก น้ำฝาดกระถินพิมาน
๓. ใบไม้ เรียกว่า ปัณณะเภสัช เช่น ใบสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม หรือมูลกา
ใบกระเพรา หรือแมงลัก ใบฝ้าย
๔. ผลไม้ เรียกว่า ผลเภสัช เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก
มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ
๕. ยางไม้ เรียกว่า ชตุเภสัช เช่น ยางจากต้นหิงคุ์
๖. เกลือ เรียกว่า โลณเภสัช เช่น เกลือแห่งน้ำทะเล เกลือสินเธาร์
กาลิกระคนกัน
กาลิกบางอย่าง ระคนกับกาลิกบางอย่าง มีกำหนดให้ใช้ได้ชั่วคราวของกาลิกที่มีคราวสั้น
เช่น ยาผง เป็นยาวชีวิกไม่จำกัดคราว เอาคลุกกับน้ำผึ้งเป็นกระสาย น้ำผึ้งมีคราวชั่ว
๗ วัน ยานั้นก็มีคราวชั่ว ๗ วันไปด้วยฯ เครื่องเทศ เช่น กระวาน กานพลู
ลูกผักชี อบเชย เป็นยาวชีวิก เขาปรุงกับข้าวสุกที่หุงด้วยกะทิ มีคติกลายเป็นยาวกาลิกตาม
อโคจร
บุคคลก็ดี สถานก็ดี อันภิกษุไม่ควรไปสู่ เรียกอโคจร ท่านแสดงไว้ ๖ ประเภท
คือ หญิงแพศยา ๑ หญิงหม้าย ๑ สาวเทื้อ ๑ ภิกษุณี ๑ บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา
๑ วิบัติ
ในบาลีจำแนกวิบัติของภิกษุไว้ ๔ ประการ คือ
๑. ความเสียแห่งศีล เรียกว่า สีลวิบัติ ท่านจัดเอาการต้องปาราชิก หรือสังฆาทิเสส
อันเป็นอาบัติหนัก
๒. ความเสียมรรยาท ชื่อว่า อาจารวิบัติ ท่านจัดเอาการต้องลหุกาบัติ ตั้งแต่ถุลลัจจัยมาจนถึงทุพภาสิต
๓. ความเห็นผิดธรรมผิดวินัย ชื่อว่า ทิฏฐิวิบัติ
๔. ความเสียแห่งการเลี้ยงชีพ ชื่อว่า อาชีววิบัติ การทำพินทุ
บริขารที่ใช้นุ่งห่ม ก่อนจะใช้สอยพึงย้อมให้ได้สี และทำพินทุ (ใช้ดินสอดำทำเครื่องหมายที่มุมผ้า
3 จุด พร้อมกับเปล่งคำพินทุ) แล้วจึงอธิษฐานใช้ได้ คำพินทุว่า อิมัง
พินทุกัปปัง กะโรมิ แปลว่า เราทำเครื่องหมายด้วยจุดนี้ คำอธิษฐานบริขาร
สิ่งเดียว
1. สังฆาฏิ อธิษฐานว่า อิมัง สังฆาฎิง อธิษฐามิ
2. จีวร อธิษฐานว่า อิมัง อุตตะราสังฆัง อธิษฐามิ
3. สบง อธิษฐานว่า อิมัง อันตะระวาสะกัง อธิษฐามิ
4. บาตร อธิษฐานว่า อิมัง ปัตตัง อธิษฐามิ
5. ผ้าปูนั่ง อธิษฐานว่า อิมัง นิสีทะนัง อธิษฐามิ
6. ผ้าอาบน้ำฝน อธิษฐานว่า อิมัง วัสสิกะสาฎิกัง อธิษฐามิ
7. ผ้าปูที่นอน อธิษฐานว่า อิมัง ปัจจัตถะระณัง อธิษฐามิ
8. ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดปาก อธิษฐานว่า อิมัง มุขะปุญฉะนะโจลัง อธิษฐามิ
9. ผ้าที่ใช้เป็นบริขารทั่วไป อธิษฐานว่า อิมัง ปะริกขาระโจลัง อธิษฐามิ
การถอนอธิษฐาน
การยกเลิกอธิษฐานบริขารเดิม เพื่อจะอธิษฐานบริขารใหม่ เรียกว่า ปัจจุทธรณ์
จะแสดงสังฆาฏิเป็นตัวอย่างว่า อิมัง สังฆาฏิง ปัจจุทธะรามิ แปลว่า เรายกเลิกสังฆาฏิผืนนี้
ถ้ายกเลิกบริขารอื่นๆ พึงเปลี่ยนตามชื่อนั้นๆ ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง
ๆ ๑๐ อย่าง
๑.บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า,บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว /
อาการกิริยาใดๆของสมณะ / เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ
๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น
/ เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย
๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, อาการกายวาจาอย่างอื่น / ที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้
/ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้
๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, ตัวของเราเอง / ติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่
๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, ผู้รู้ใคร่ควรแล้ว / ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่
๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, เรามีกรรมเป็นของตัว / เราทำดีจักได้ดี
ทำชั่ว จักได้ชั่ว
๘. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, วันคืนล่วงไปล่วงไป / บัดนี้เราทำอะไรอยู่
๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, เรายินดีในที่สงัดหรือไม่
๑๐. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า, คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ / ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน
/ ในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง |